บทที่ 3 สายเลือดคนเลว

ตอนที่ 3  สายเลือดคนเลว

“ทำไมไม่รอให้ผมตายก่อน ถึงค่อยออกมาช่วยล่ะ”

ผมดีดขาออกไปถีบหน้าแข้งใหญ่แรงๆ มือยกขึ้นมาแตะตรงรูจมูก เพราะรู้สึกเหมือนกำลังมีของเหลวอุ่นๆ เหมือนน้ำมูกหยดลงมา หากแต่มันไม่ใช่น้ำมูกใสติดกลับมาตรงปลายนิ้ว เลือดกำเดาข้นหยดย้อยจากจมูกไหลเป็นทางยาวลงไปจนถึงคาง ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์มือ ฤทธิ์ตีนไอ้พวกนั้นหรือเพราะแรงกระแทกตอนรถชนกันเมื่อครู่

“ฉันต้องรอจังหวะช่วงที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีกล้องวงจรปิด พวกนั้นจะได้ไม่รู้ว่าฉันเป็นคนช่วยเธอไป คิดจะทำงานใหญ่ใจต้องนิ่ง”

“ใจนิ่งหรือว่าใจดำกันแน่ ผมนึกว่าคุณจะปล่อยให้ผมตาย แล้วเอาศพผมไปขายแลกเงินซะอีก” ผมดึงแขนเสื้อขึ้นมาพยายามเช็ดเลือดเหนียว

“ถ้าเธอตายฉันก็หมดสนุกนะสิ”

“เอาไป...” ผมมุดหัวกลับเข้าไปในรถที่เต็มไปด้วยศพคนตาย รื้อค้นหาสิ่งที่ตัวเองหยิบออกมาจากเซฟแล้วยัดใส่ลงไปในอุ้งมือใหญ่

“ขอบใจ”

ซากรถแวนและไอ้พวกสารเลวเหล่านั้น ถูกคนของพสิษฐ์จัดการอำพรางให้กลายเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ ส่วนผมนั่งรถกลับมายังคฤหาสน์หลังใหญ่พร้อมกับศัตรูตัวร้าย โกฏิสำหรับใส่อัฐิของพ่อและพี่ชายถูกนำไปวางไว้บนชั้นสูง โดยไม่สนใจว่าเจ้าของห้องจะอนุญาตหรือไม่ ส่วนกระดูกของคนหน้าคล้ายผม ถูกเอาไปวางไว้ยังชั้นต่ำรองลงมา

“ทำแผลเองได้ใช่มั้ย เธอคงไม่ได้อ่อนแอ ถึงขนาดต้องให้ฉันลงมือทำแผลให้”

“ไม่ต้องยุ่ง ผมทำเองได้”

กล่องชุดอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถูกผมเปิดรื้อออกมาจากตู้ยาสามัญประจำบ้านชั้นล่าง ถูกนำมาวางลงไปบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เสื้อเชิ้ตยูนิฟอร์มคนรับใช้ประจำบ้านถูกถอดแล้วเหวี่ยงไปกองอยู่บนพนักเก้าอี้ จากนั้นรื้อค้นหยิบยาสำหรับแก้อาการฟกช้ำและก้านสำลีสำหรับทำแผลสดออกมาจัดการทำแผลให้ตัวเอง

ซองใส่เอกสารสีน้ำตาลเข้มซึ่งผมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปเอามันออกมาจากเซฟ ถูกแกะแล้วดึงเอกสารเป็นกระดาษขนาดเอสี่ประมาณห้าหกแผ่นข้างในออกมา สายตาเครียดขรึมไล่ไปตามหน้ากระดาษอย่างช้าๆ สันกรามขยับกดตามแรงขบกัดกรามเกิดเป็นเสียงกระดูกกระทบกันดังกรอดๆ เอกสารข้อมูลทางธุรกิจของตระกูลศิวะอัศวโยธินเหล่านี้ ถูกหนอนบ่อนไส้นำมาขายต่อให้กับครอบครัวผม เพื่อใช้มันทำลายคู่แข่งและใช้ดักทางสกัดขาไม่ให้ศัตรูเดินได้สะดวก ที่ผมรู้เพราะผมเคยแอบเปิดอ่านมันมาก่อนที่พ่อจะเอามันใส่เซฟไว้

“ข้อมูลพวกนี้ถือเป็นความลับและมีความสำคัญมาก ถ้าคุณฉลาดเหมือนกับมาดท่าทางเก๊กอยู่ตอนนี้ คุณน่าจะรู้วิธีว่าจะจัดการกับพวกมันยังไง”

“เธออายมั้ย ที่เกิดมาในตระกูลที่น่ารังเกียจขนาดนี้”

“หุบปากของคุณซะ” ผมคว้ากล่องชุดปฐมพยาบาลแล้วขว้างมันใส่เจ้าของบ้านด้วยความโมโห หากแต่ไอ้คนมือไวเพียงไหวเก้าอี้เบี่ยงหลบเล็กน้อยก็สามารถใช้มือปัดของที่ผมขว้างกระเด็นหายไปอีกทาง

“ฉันรู้ว่ามันไม่ง่ายที่เธอจะยอมรับความจริงข้อนี้ แต่อย่าเสแสร้งทำตัวเหมือนว่าพวกเธอนั้นสูงส่งเหนือกว่าใคร ในเมื่อพิทักษ์วัฒนาก็เลวระยำไม่ต่างจากคนอื่น” เอกสารซองนั้นถูกโยนลงไปไว้ภายในลิ้นชัก ร่างสูงขยับยืนขึ้นเต็มความสูงอันไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ช่วงลำตัวยาวโน้มลงมา กดใบหน้าชิดติดจนหน้าผากสัมผัสกัน

“ผมเลว...คุณเลว...พวกมันเลว พวกเราเลว ต่างคนต่างเลว โลกนี้มีใครที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์บ้าง หลอกกันไปลวงกันมา พวกเรามันก็น่าสมเพชพอกัน”

“นั่นสินะ เรามันเลวพอๆ กัน” มือหยาบขยุ้มเส้นผมบนหัวกระชากทึ้งดึงมันไปด้านหลัง ปลายนิ้วดีดคางเชยเชิดยกองศาให้สูงขึ้น แววตากร้าวกวาดมองลงมาทั่วหน้าจากนั้นมุมปากเต็มไปด้วยรอยแตกเพราะถูกเตะ ถูกต่อยถูกไอ้คนบ้าตะปบจูบดูดจนปากบวม

“โอ๊ย”

“เจ็บเหรอ?” มุมปากขยับสูงดวงตาเป็นประกายฉายแววสะใจที่ทำให้ผมเจ็บได้ ปลายนิ้วเกลี่ยไล้ไปตามมุมปากช้ำ

“ถ้าคุณคิดว่าการทำแบบนี้จะทำให้ผมวิ่งหนี แล้วหลบไปนั่งกอดเข่าร้องไห้กระซิกๆ อย่างคนอ่อนแอ เสียใจด้วยนะ คุณไม่มีวันเห็นผมกลับไปทำตัวน่าสมเพชอย่างนั้นอีกแล้ว”

“อย่างนั้นเหรอ”

“ใช่...” มือข้างหนึ่งกระชากดึงคอเสื้อให้คนสูงขยับมาใกล้ พร้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ จากนั้นถอดมันโยนทิ้งลงไปบนพื้นห้อง ท่อนแขนคล้องโอบกอดรอบต้นคอแล้วมอบจูบดูดดื่มแต่ขมขื่นหัวใจให้กับผู้ชายที่ชื่อว่าเป็นศัตรูคู่อริ สะโพกหนาหย่อนนั่งลงบนโต๊ะไม้สักสีดำมันขลับ โดยมีผมนั่งทับคร่อมเอวบดร่างเบียดลงไป รอยช้ำคล้ำเขียวตามแขนขา แม้มันเจ็บนักหนาแต่คงไม่เท่าความรู้สึกแตกสลายย่อยยับในหัวใจ ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร เพราะอย่างนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดคับแค้นมันจึงยิ่งบีบเคล้นเฟ้นความรู้สึกปวดร้าวในอก ให้เร่าร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

“รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่” เสียงพร่าถามกลับมาหลังจากปากของเราผละห่างจากกัน

“ทำไม...คุณกลัวอย่างนั้นเหรอ” มุมปากกระตุกเยาะเย้ยแววตาตระหนกของคนที่เก๊กขรึมมายาวนาน

“อย่าเสียใจทีหลังแล้วกัน” เสียงแหบพร่าเยาะมากับแววตาเหมือนเย้ยหยันถากถาง ร่างหนาถ่างขาเปลือยอวดท่อนเนื้อขนาดใหญ่พร้อมใช้งานอยู่ตรงกลางระหว่างเรา

“ไม่ต้องห่วงผมหรอก คุณเองก็อย่าหลงติดใจผมขึ้นมาละ”

“อย่างเธอเหรอ จะเด็ดสักแค่ไหนเชียว”

“พูดไปก็เปลืองน้ำลาย มาเริ่มกันเลยดีกว่า” มือจับท่อนเนื้อแข็งนำมันมาจรดจ่อรอคอย ลมหายใจหอบใหญ่ถูกผมสูดหายล่วงลึกเข้าไปจนเต็มปอด ก่อนจะตัดสินใจกดสะโพกต่ำ เพื่อดันสอดแทรกแท่งเนื้ออุ่นให้จมลึกหายเข้าไปภายในร่องลึกคับแคบ

“อึก” เจ็บเกือบตาย จุกจนแทบหายใจไม่ออก แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอทำให้ไม่อาจแสดงออกถึงอารมณ์เจ็บจุกหน่วงหนึบตรงส่วนล่าง

“เจ็บเหรอ”

“เปล่า”

“หน้าแดง แก้มแดงเป็นตูดลิงขนาดนี้ ยังจะมาเถียงอีก”

“นี่คุณคงไม่คิดว่าไอ้แท่งนี้มันจะทำให้ผมเสียอาการ สะท้านอายเหมือนหนุ่มน้อยถูกเปิดบริสุทธิ์ใช่มั้ย ขอโทษทีที่ทำให้คุณต้องผิดหวัง

เพราะอย่างมากคุณก็เป็นได้แค่แท่งซิลิโคนมีชีวิต ที่สามารถดีดเด้งตอบสนองความต้องการตามอารมณ์ของผมเท่านั้น” ท่อนเนื้อใหญ่ซึ่งสอดลึกอยู่ภายในถูกผมใช้กล้ามเนื้อ หดเกร็งบีบรัดมันไว้อย่างท้าทาย

“อย่าอวดเก่งให้มากนักทิวา” เจ้าของหน้าตักใหญ่สวมสอดกอดเอว ยกผมลอยขึ้นมาจากโต๊ะทำงาน แล้วอุ้มพาเดินกลับมายังเตียงนอน

“ไม่ต้องมาเสแสร้งทำเหมือนคนอ่อนโยนหรอก ผมรู้จักธาตุแท้ สันดานดิบของคุณดี”

“ฮึ เธอนี่มันดื้อด้าน เหมือนม้าพยศชะมัด ได้...คืนนี้มาดูกันสิว่าเธอจะพยศใส่ฉันไปได้สักกี่น้ำ”

“อ๊าก”

ผมอยากตบปากตัวเองนักที่ไปท้าทายคนบ้าอย่างนายพสิษฐ์ ถึงปากจะบอกว่าไม่ต้องการความอ่อนโยน แต่ผมไม่ได้พูดสักคำว่าต้องการความป่าเถื่อน ในห้องนอนซึ่งเปิดไฟสว่างครบทุกดวง ผมหน้ามืดเวียนหัวเพราะถูกไอ้คนบ้าพลังจับอัดบดเอวใส่แบบไม่มีความปรานีใดๆ หูสองข้างได้ยินได้ฟังแต่เสียงโครมๆ ของกล้ามเนื้อเวลาที่มันถูกกด ถูกบด กระแทกกระทั้นปะทะกันดังลั่นเต็มสองหู ผ้าห่ม หมอน ตลอดถึงผ้าปูที่นอนถูกดึงทึ้งกระจัดกระจายปลิวหายไปคนละทิศคนละทาง สงครามประสาทระหว่างผมกับนายพสิษฐ์จบลงตอนไหน ผมไม่รู้เวลา รู้แค่ว่าแขน ขา หน้าอก หัวนม สะโพก และร่องเนื้อแสบจนเหมือนมีใครมาถลกหนังกำพร้าออกไปทั้งแผ่น ผมไม่มีแม้แต่แรงขยับปากด่ามัน

“ไอ้คนซาดิสม์...” ริมฝีปากแตกยับกับลำคอแห้งกลืนน้ำลายฝืดเหนียวลงคออย่างยากลำบาก

“คราวหน้า อย่าอวดเก่งให้มันมากนัก” เสียงพร่าลอยมาจากที่อันไกลแสนไกล ในช่วงเวลาที่ผมกำลังลื่นไหลตกเข้าภวังค์ฝัน

หมอนข้างแข็งเกยทับกดน้ำหนักลงมาทำเอวผมแทบเคล็ด มือผลักดันแผงอกเปล่าปราศจากเสื้อผ้าทำให้ผมจำต้องเปิดเปลือกตาลืมขึ้นมามอง กล้ามเนื้อส่วนอกสีขาวตัดกับรอยเล็บคล้ายแมวข่วนเป็นทางยาว หลายขีด หลายรอย ปรากฏอยู่ชิดติดสายตา ความทรงจำวาบหวิวสยิวเสียวของช่วงเวลาเมื่อคืนนี้ ลอยกลับเข้ามาในสมองเบลองัวเงีย

“อย่าเพิ่งดิ้น” เจ้าของกล้ามอกมีรอยข่วนกระแอมเบาๆ ก่อนจะตวัดขาพาดทับจนผมแทบจมลงไปในที่นอน

“หนัก” ผมช้อนมือลงไปยกขาข้างนั้นเหวี่ยงออกไปจากตัว

“เมื่อคืนไม่เห็นบ่น ฉันทับเธอทั้งตัวเลยนะ”

“เรื่องเมื่อคืนมันเป็นอดีตไปแล้ว ลุกขึ้น!” ผมพยายามออกแรงผลักไอ้คนตัวยักษ์ที่ทิ้งน้ำหนักทับจนแทบหายใจไม่ออก

“ฉันยังง่วงอยู่”

“ง่วงหรือเงี่ย...” ผมล้วงมือลงไปกำท่อนเนื้อใหญ่ที่สัมผัสได้ว่ามันกำลังดีดตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับเจ้าของมัน

“อย่างหลัง...มากกว่า”

“ฝันไปเถอะ ไอ้คนบ้ากาม”

“ฝันอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่...ตื่นจากฝันได้แล้ว”

“ฝันเปียก...โอเค”

“นี่...คุณ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น โอ๊ยไอ้บ้า”

“แต่ในหัวฉันมีแค่เรื่องนั้น ทิวาเรามาต่อกันอีกสักหน่อยเป็นไง ถือซะว่าเป็นการยืดเส้น ยืดสายตอนเช้า...หรือว่าเธอหมดแรงแล้ว”

“คิดว่าผมจะยอมแพ้คุณง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ”

หลังจากนายพสิษฐ์และผมแยกย้ายลงจากเตียงนอน พ่อหนุ่มหน้านิ่งอาบน้ำแต่งตัวออกไปข้างนอก โดยบอกว่าวันนี้จะไปตามเช็กบิลเอาคืนคนที่ทรยศครอบครัวตัวเอง ผมไม่ได้สนใจถามว่าเขาจะทำยังไงเพราะนับจากนี้ไปมันไม่ใช่เรื่องของผมอีกแล้ว ในหัวของผมเวลานี้มีแค่เรื่องของเมียน้อยพ่อที่มันทรยศต่อครอบครัวผมเท่านั้น

“ป้าแม่บ้านกำลังจะออกไปข้างนอกใช่มั้ยครับ” ผมเดินออกมายืนชะเง้อคอมองรถเก๋งคันเล็กกลางเก่ากลางใหม่ซึ่งมีคนรับใช้ชายหนึ่งคน หญิงหนึ่งคนนั่งมาด้านใน

“ใช่ค่ะ ป้ากำลังจะออกไปจ่ายตลาด”

“ผมขอติดรถไปด้วยได้มั้ยครับ คือผมอยากออกไปซื้อของข้างนอก”

“คุณทิวาอยากได้อะไรคะ บอกป้าก็ได้ เดี๋ยวป้าซื้อกลับเข้ามาให้”

“คือ...ไม่เป็นไรครับ ผมไปซื้อเองดีกว่า มันเป็นของใช้ส่วนตัวน่ะครับ”

“แต่ว่าคุณพสิษฐ์”

“ผมสัญญาครับว่าจะไม่ทำตัวเกะกะเกเร ไม่สร้างปัญหา นะครับขอผมไปด้วยนะ”

ตลาดสดขนาดใหญ่เป็นสถานที่จ่ายตลาดของแม่บ้านประจำตระกูลเศรษฐี ก่อนจะยอมรับในความอาภัพอับจนของตัวเอง เมื่อวานตอนไปหยิบของในเซฟ ผมลืมเรื่องเครื่องเพชรของมีค่าอื่นๆ ไปเสียสนิท เพราะในใจคิดถึงแต่ซองใส่เอกสารอย่างเดียว ดังนั้นเวลานี้ในกระเป๋าแบนๆ ของผมมันจึงไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว

“เอ่อ ป้าครับ คือผมไม่มีเงินเลยสักบาท” ผมยืนตัดสินใจอยู่นานกว่าจะขยับปากหนักๆ ให้เปล่งเสียงโทนหวานออดอ้อนที่สุดเท่าที่จะทำได้

“อ้อจริงสิ ป้าลืมไปสนิทเลยค่ะ ขอโทษที แต่คุณทิวาถ้าซื้ออะไรไปป้ารบกวนขอบิลหรือเก็บใบเสร็จมาให้ป้าด้วยนะคะ ป้าจะเอาไปทำบัญชีให้คุณพสิษฐ์” ธนบัตรใบสีเทาสองสามใบถูกดึงออกมาจากกระเป๋าส่งให้ผม

“ฮะ ต้องบอกเขาทุกอย่างที่ซื้อเลยเหรอครับ”

“ค่ะ คุณพสิษฐ์เธอเป็นคนละเอียดมาก”

“ไม่น่าเชื่อ”

“เชื่อเถอะค่ะรายนั้นนะคะ อะไรเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยปล่อยผ่านหูผ่านตาไปง่ายๆ ”

“งกนะสิ” ผมเบะปากยักไหล่

“เรียกว่าละเอียดรอบคอบน่าจะถูกกว่าค่ะ ป้ายังเคยคิดว่าอนาคตคนจะมาเป็นคุณนายบ้านนี้ได้คงต้องเป็นคนที่ละเอียดลออไม่แพ้คุณพสิษฐ์แน่เดี๋ยวป้าไปจ่ายตลาดซื้อของสดก่อน ถ้าคุณทิวาซื้อของเสร็จแล้วกลับมารอป้าแถวๆ นี้นะคะ”

ผมเดินหลบมามองหาร้านขายยาก่อนจะตรงเข้าไปเจรจากับเภสัชกรบอกถึงสิ่งที่ต้องการ โชคดีที่ใบเสร็จรับเงินมันบอกรายละเอียดสิ่งที่ผมซื้อเป็นภาษาอังกฤษตามชนิดตัวยา ผมแสร้งแกล้งซื้อของใช้อย่างอื่นที่จำเป็น อทิเช่นครีมอาบน้ำ ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า ครีมทาผิว เพื่อต้องการให้บิลที่ออกมามันยาว จนกลบเบี่ยงเบนสิ่งสำคัญอันดับต้นที่ผมดั้นด้นมาซื้อในวันนี้

หลังจากกลับมาจากข้างนอก ผมเห็นนายพสิษฐ์เดินหายขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ แล้วเดินกลับลงมานั่งผูกคิ้วอยู่ภายในห้องทำงานชั้นล่างนานเป็นชั่วโมง จากนั้นเรียกให้แม่บ้านยกเหล้าเข้าไปเสิร์ฟ ผมแอบไปยืนส่องด้อมๆ มองผ่านช่องประตูอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเดินตามเข้าไป รินเหล้าใส่แก้วเปล่า นั่งจิบบรั่นดีมองเจ้าของบ้านทำหน้าขรึมชวนอึดอัด

“วันนี้ฉันบังเอิญเจอแม่เลี้ยงกับนายอาทิตย์ พี่ชายต่างแม่ของเธอด้วย” แฟ้มเอกสารสีดำถูกพลิกเปิดไปมาช้าๆ สายตาเรียบเฉยจนเย็นชากวาดตามองไล่อ่านสิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษอย่างเงียบๆ

“คุณจะทำยังไงกับพวกเขาต่อไป”

“อย่างที่ฉันเคยบอกเธอเอาไว้ ฉันถนัดเรื่องสร้างความย่อยยับให้กับคนอื่น นั่นคือสิ่งที่ฉันจะทำ”

“ก็ฟังดูเลวดี สมกับเป็นคุณ” ผมผลักแก้วเหล้าเปล่าไปวางใกล้ขวดสวย จากนั้นขยับลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เดี๋ยว” เสียงหนึ่งดึงข้อเท้าผมให้ชะงักลง

“อะไรอีก ผมจะกลับห้องใต้บันไดของผมแล้ว”

“ไม่ขึ้นไปนอนด้วยกันอีกเหรอ” ใบหน้าหล่อคมคายคลายหัวคิ้วยุ่งออกจากกัน ริมฝีปากนั้นเหยียดยิ้มมีเลศนัย

“ไม่”

“แม่บ้านบอกฉันว่า วันนี้เธอออกไปซื้อของ”

“แล้วไง” ผมหมุนตัวกลับไปยืนจ้องหน้าคนที่นั่งเคาะนิ้วอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่

“ฉันลืมไป อย่างน้อยเธอก็เคยเป็นทายาทลูกมหาเศรษฐี การไม่มีเงินติดตัวมันอาจจะดูน่าสมเพชไปหน่อย บัตรเครดิตนี้เธอเอาติดตัวไว้ก็แล้วกัน เผื่อจำเป็นต้องใช้ซื้ออะไรจำเป็น” บัตรเครดิตสีดำถูกวางลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนผลักมาด้านหน้า ผมปรายตามองมันปราดเดียวก็รู้ว่า มูลค่าของมันมากน้อยแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้ผมเองเคยมีมันไว้ในครอบครองเหมือนกัน

“ให้ผมใช้แบล็กการ์ดจริงดิ”

“มันเป็นบัตรเสริมของฉัน แต่วงเงินไม่จำกัดเหมือนกัน”

“หวังว่าคงไม่ขี้เหนียว ตามเรียกเก็บเงินผมย้อนหลังหรอกนะ”

“สบายใจได้ถึงฉันจะเลวแต่ไม่ได้ขี้เหนียวขนาดนั้น”

“ได้ ผมจะรับไว้แล้วจะใช้มันอย่างคุ้มค่า” ผมหยิบบัตรเครดิตสีดำนั้นขึ้นมาแตะลงบนริมฝีปาก

“อ้อ จริงสิทิวา ยาคุมฉุกเฉินแค่สองกล่องไม่น่าจะพอนะ” ประกายตาระยิบระยับล้อเลียนลอยมาสวนทางกับแก้วเหล้าที่ผมคว้ามันขว้างลอยกลับไป แต่คนที่นั่งอยู่ใกล้มันดันหลบทัน

“ไอ้...”

“เผื่อมีครั้งหน้า”

“ไม่มีเผื่อ ไม่มีเพิ่ม ระหว่างเราสองคน...พอแค่นี้”

“อะไรกัน...เมื่อคืนเธอก็ดูมีความสุขดีนี่นา”

“ผมเป็นคนเลว ส่วนคุณก็สารเลวพอๆ กัน อย่าเสี่ยงให้เลือดเลวๆ สองตระกูลมารวมกันเลย อีกอย่าง...ผมไม่อยากอุ้มท้องลูกของคุณ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป